thaieng2
Share

เดินเครื่องคุมราคายางตลาดโลก

ก.เกษตรฯฉวยโอกาสเข้าสู่“เออีซี”

ถกบริษัทร่วมทุน3ชาติหาข้อสรุป

นายยุคล ลิ้มแหลมทอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางที่จะผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางยางพาราอาเซียนว่า ปัจจุบันไทยมีแหล่งผลิตยางพารามากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยผลผลิตยางพาราของไทยในปี 2556 คาดว่าจะมีปริมาณยางทั้งประเทศจำนวน 3.8 ล้านตัน ดังนั้น มาตรการหนึ่งที่จะรักษาเสถียรภาพราคายาง คือ การหารือร่วมกับบริษัทร่วมทุนยางพาราระหว่างประเทศ จำกัด (IRCo) ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อกำหนดราคายางพาราได้เองโดยไม่ต้องต้องอิงราคาจากตลาดญี่ปุ่น สิงคโปร์ และจีน เหมือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจะมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะมีการหารือร่วมกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปในเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว

“ถ้าหากไทยสามารถคุมราคายางในตลาดโลก ได้เช่นเดียวกับการรวมกลุ่มเอเปคในการกำหนดราคาน้ำมัน ก็อาจจะช่วยผลักดันให้ราคายางสูงขึ้นได้ตามที่ต้องการ จึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องไปหารือกับบริษัทร่วมทุน3ประเทศ ในการหาช่องทางความเป็นไปได้ในการเป็นผู้กำหนดราคายางในตลาด”นายยุคล กล่าว

นายยุคล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรม คือ การผลักดันประกาศใช้ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ซึ่งจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหายางพาราได้ เพราะพ.ร.บ.การยางฯ จะเป็นตัวเริ่มต้นคิกออฟเรื่องยางของประเทศไทยใหม่ทั้งหมด  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา หากผ่านการเห็นชอบ ก็ส่งให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้    หากมีการประกาศใช้พ.ร.บ.การยางฯ จะช่วยดึงให้ทุกภาคส่วนมาร่วมบูรณาการในการแก้ไขปัญหายางทั้งหมด เพราะทุกวันนี้เป็นการแยกส่วนกันทำงาน เช่น กรมวิชาการเกษตร ดูแลเรื่องงานวิชาการ การวิจัย สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ดูแลเรื่องการส่งเสริมเกษตรกรผู้ปลูกยาง ขณะที่ องค์การสวนยาง เป็นผู้ดูแลเรื่องการทำธุรกิจยาง อย่างไรก็ตาม หากมีการตั้งสภาการยางแห่งประเทศไทยเกิดขึ้น จะมีตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับยางทั้งหมด มาร่วมเป็นคณะกรรมการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหายางทั้งระบบในอนาคตอย่างแน่นอน.


ที่มา : หนังสือพิมพ์แนวหน้า 9 ส.ค. 56